วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ท่องเที่ยวเวียดนาม

ก่อนที่เราจะไปท่องเที่ยวเวียดนามกัน เรามาทำความรู้จักกับประเทศเวียดนามกันก่อนดีกว่าค่ะ Let's go





ตราประเทศ
ธงเวียดนาม










เวียดนามหรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist Republic of Vietnam) เป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ทางทิศเหนือ ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา ทางทิศตะวันตก และอ่าวตังเกี๋ย ทะเลจีนใต้ ทางทิศตะวันออกมีเนื้อที่ ทั้งหมด331,689 กม.² (ใหญ่เป็นอันดับที่ 65 ของโลก) 128,065 ไมล์² พื่นน้ำ1.3% มีประชากร 86,116,559 (มากเป็นอันดับที่ 12ของโลก) มีลักษณะภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมตร(47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F) ลักษณะภูมิประเทศ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ 2 ตอน คือ ตอนเหนือ เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง และตอนใต้เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง มีที่ราบสูงตอนเหนือของประเทศ และยังเป็นภูมิภาคที่มี เขาฟาน ซี ปัง(Phan Xi Păng)ซึ่งเป็นภูเขาที่สูง 3,143 เมตร (10,312 ฟิต) ตั้งอยู่ในจังหวัดเล่าไค เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอินโดจีน
ประวัติศาสตร์ประเทศเวียดนาม
อารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ในเวียดนามมีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะอารยธรรมยุคหินใหม่ ที่มีหลักฐานคือกลองมโหระทึกสำริด และชุมชนโบราณที่ดงเซิน เขตเมืองแทงหวา ทางใต้ของปากแม่น้ำแดง สันนิษฐานว่าบรรพบุรุษของชาวเวียดนามโบราณผสมผสานระหว่างชนเผ่ามองโกลอยด์เหนือจากจีนและใต้ ซึ่งเป็นชาวทะเล ดำรงชีพด้วยการปลูกข้าวแบบนาดำและจับปลา และอยู่กันเป็นเผ่าบันทึกประวัติศาสตร์ยุคหลังของเวียดนามเรียกยุคนี้ว่าอาณาจักรวันลาง มีผู้นำปกครองสืบต่อกันหลายร้อยปีเรียกว่า กษัตริย์หุ่ง แต่ถือเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ เวียดนามเริ่มเข้าสู่ยุคประวัติศาสตร์หลังชนเผ่าถุก จากตอนใต้ของจีนเข้ารุกรานและยึดครองดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำแดง จากนั้นไม่นานจักรพรรดิจิ๋นซ๊ซึ่งเริ่มรวมดินแดนจีนสร้างจักรวรรดิหนึ่งเดียว ได้ยกทัพลงมาและทำลายอาณาจักรของพวกถุกได้ ก่อนผนวกดินแดนลุ่มแม่น้ำแดงทั้งหมด ให้ขึ้นตรงต่อศูนย์กลางการปกครองหนานไห่ ที่เมืองพานอวี่หรือกว่างโจวในมณฑลกวางตุ้งปัจจุบัน หลังสิ้นสุดราชวงศ์ฉิน ข้าหลวงหนานไห่คือจ้าวถัว ประกาศตั้งหนานไห่เป็นอาณาจักรอิสระ ชื่อว่า หนานเยว่ หรือนามเหวียต ในสำเนียงเวียดนามซึ่งเป็นที่มาของชื่อเวียดนามในปัจจุบัน ก่อน กองทัพฮั่นเข้ายึดอาณาจักรนามเหวียด ได้ในปี พ.ศ. 585 และผนวกเป็นส่วนหนึ่งของจีน ใช้ชื่อว่าเจียวจื้อ ขยายอาณาเขตลงใต้ถึงบริเวณเมืองดานังในปัจจุบัน และส่งข้าหลวงปกครองระดับสูงมาประจำ เป็นช่วงเวลาที่ชาวจีนนำวัฒนธรรมจีนทางด้านต่างๆ ไปเผยเเพร่ที่ดินเเดนเเห่งนี้ พร้อมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทรัพยากรจากชาวพื้นเมืองหรือชาวเวียดนามจนนำไปสู่การต่อต้านอย่างรุนเเรงหลายครั้งเช่น วีรสตรีในนาม ฮายบาจึง ได้นำกองกำลังต่อต้านการปกครองของจีน เเต่ปราชัยในอีก 3 ปีต่อมาและตกเป็นส่วนหนึ่งของจีน นักโทษปัญญาชนชาวจีนนามว่า หลีโบน ร่วมมือกับปัญญาชนชาวเวียดนามร่วมทำการปฏิวัติ ก่อตั้งราชวงค์หลี ขนานนามเเคว้นว่า วันซวน เเต่พ่ายแพ้ในที่สุด การปกครองของจีนในเวียดนามขาดตอนเป็นระยะตามสถานการณ์ในจีนเอง ซึ่งเป็นโอกาสให้ชาวพื้นเมืองในเวียดนามตั้งตนเป็นอิสระ ในช่วงเวลาที่เวียดนามอยู่ใต้การปกครองของราชวงศ์ถาง พุทธศาสนาเริ่มเข้าสู้เวียดนาม เมืองต้าหลอหรือฮานอย เป็นเมืองใหญ่ที่สุดเป็นศูนย์กลางการค้าการเดินทางของชาวจีนและอินเดีย พระสงฆ์และนักบวชในลัทธิเต๋าจากจีนเดินทางเข้ามาอาศัยในดินแดนนี้ ต่อมาราชวงศ์ถางได้เปลี่ยนชื่อเขตปกครองนี้ใหม่ว่า อันหนาน (หรืออันนัม ในสำเนียงเวียดนาม) หลังปราบกบฎชาวพื้นเมืองได้ แต่ถือเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่จีนครอบครองดินแดนแห่งนี้

วัฒนธรรมและประชากรประเทศเวียดนาม
จากการสำรวจในปี พ.ศ. 2542 ประเทศเวียดนามมีประชากรถึง 80% ที่ถือว่าตนเองไม่มีศาสนา ที่เหลือนั้นนับถือ ลัทธิขงจื้อ เต๋า พุทธมหายาน โรมันคาทอลิก โปรแตสเตนท์ และ อื่นๆ แต่ก็มีชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นชาวจาม ประชากรมีจำนวน 84.23 ล้านคน ความหนาแน่นโดยเฉลี่ย 253 คน : ตารางกิโลเมตร เวียด 80% เขมร 10 %(บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ)ต่าย 1.9% ไท 1.74% เหมื่อง 1.49% ฮั้ว(จีน) 1.13% นุง 1.12% ม้ง 1.03%

สภาพภูมิอากาศประเทศเวียดนาม
เป็นแบบมรสุมเขตร้อน ชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกเปิดโล่งรับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านทะเลจีนใต้ ทำให้มีโอกาสรับลมมรสุมและพายุหมุนเขตร้อน จึงมีฝนตกชุกในฤดูหนาว สามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2 ครั้ง (ฝนตกตลอดปี ได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นประเทศที่มีความชื้นประมาณ 84 % ตลอดปี มีปริมาณฝน จาก 120 ถึง 300 เซนติเมตร (47 ถึง 118 นิ้ว) และมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่ 5°C (41°F) ถึง 37°C (99°F)

ภาษาเวียดนาม
การสื่อสารใช้ภาษาเวียดนาม ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2463 วงการวิชาการเวียดนามได้ลงประชามติที่จะใช้ตัวอักษรโรมัน (quoc ngu) แทนตัวอักษรจีน (Chu Nom) ในการเขียนภาษาเวียดนาม

สกุลเงินเวียดนาม
ด่อง (₫) (VND)เงินตรา/อัตราแลกเปลี่ยน สกุลด่อง (Dong) ประมาณ 15,400 ด่อง / 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ ประมาณ 360 ด่อง/1 บา

 ประเทศเวียดนาม นับว่าเป็นเพื่อนบ้านกับไทยมานาน นอกจากนี้ ในประเทศยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอยู่มากมาย ชนิดที่ว่าถ้าพลาดแล้วล่ะก็ต้องน่าเสียดายเอามาก ๆ เป็นแน่ เพราะมีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงความงดงาม รวมถึงมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นมรดกโลกหลายแห่งด้วยกัน อีกทั้งเดินทางก็สะดวกเพราะอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านเรา วันนี้กระปุกท่องเที่ยวจึงนำ 10 สถานที่ท่องเที่ยวที่มีมนตร์เสน่ห์อย่างน่ามหัศจรรย์ในประเทศเวียดนาม...มาฝากกันค่ะ


 1. อ่าวฮาลอง (Ha Long Bay)

          อ่าวฮาลอง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงความสมบูรณ์ของพันธุ์สัตว์ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพ จนยูเนสโกต้องยกย่องให้เป็นมรดกโลก อ่าวนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม และอยู่ไม่ห่างจากเขตแดนของประเทศจีนมากนัก จุดเด่นของอ่าวนี้ คือ มีเกาะหินปูนโผล่ขึ้นกระจาย ๆ ทั่วอ่าว ครอบคลุมพื้นที่ถึง 1,500 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ ยังได้รับคำชื่นชมจากนักท่องเที่ยวว่ามีบรรยากาศที่สวยงามเกินจริง เสมือนฉากในตอนจบของภาพยนตร์ซึ่งมีแสง สี ที่ลงตัวสุด ๆ เลยทีเดียว 

          ข้อมูลเพิ่มเติม : อ่าวฮาลองอยู่ห่างจากกรุงฮานอย 170 กิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเริ่มต้นการเดินทางจากกรุงฮานอย โดยใช้บริการรถยนต์ รถมินิบัส รถประจำทาง หรือเฮลิคอปเตอร์ 



 2. พระราชวังทังลอง (Imperial Citadel of Thang Long)

          สถานที่แห่งนี้เป็นพระราชวังที่สร้างขึ้นด้วยหินทั้งหมด ซึ่งเป็นสมบัติของราชวงศ์ Ho และถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1379 แต่ยังคงหลงเหลือโครงสร้างให้เห็นในปัจจุบัน อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรม เพราะเป็นราชวังหินแห่งเดียวหลงเหลืออยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ยาวนาน จึงถูกยกย่องให้เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมในสมัยนั้น ๆ นอกจากนี้ ยังมีการสร้างโดยใช้เทคโนโลยีในแบบสมัยก่อน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าพิศวงว่าคนสมัยนั้นสามารถสร้างพระราชวังที่งดงามอย่างนี้ได้อย่างไร

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่าเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ราคา 16 บาท (10,000 ดงเวียดนาม) ค่าเข้าชมสำหรับเด็ก (อายุ 10-15 ปี) ราคา 8 บาท (5,000 ดงเวียดนาม) สำหรับเวลาทำการนั้น เปิดให้บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ในช่วงฤดูร้อนเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00-17.00 น. ในฤดูหนาวเปิดตั้งแต่เวลา 07.30-17.30 น.



 3. เมืองเก่าฮอยอัน (Hoi An Old Town)

          เมืองเก่าฮอยอันเป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลจีนใต้ ชาวบ้านยังคงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม อีกทั้งภายในเมืองยังมีพิพิธภัณฑ์หลายแห่งที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า มีอาคารต่าง ๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมทั้งตะวันตกและตะวันออก เช่น บ้าน โคมไฟโบราณแบบจีน สะพานข้ามคลองที่มีการดีไซน์แบบประเทศญี่ปุ่น ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมืองฮอยเก่าอันจะได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก นอกจากนี้ ยังสามารถดึงดูดความสนใจจากนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี ส่วนการสัญจรไปมาในเมืองนั้นก็สะดวก นักท่องเที่ยวสามารถเดิน ปั่นจักรยาน หรือขับรถจักรยานยนต์ก็ได้ เพราะเป็นเมืองขนาดเล็ก ในยามค่ำคืนหลังสี่ทุ่มไปแล้วจะค่อนข้างเงียบ แต่ยังพอมีผับบาร์ ร้านขายเครื่องดื่มเปิดให้บริการอยู่บ้าง ที่สำคัญผู้คนในเมืองเป็นมิตร อัธยาศัยดี มีน้ำใจกับนักท่องเที่ยว

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ในเมืองเก่าฮอยอันคนละ 181 บาท (120,000 ดงเวียดนาม) นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าชมพิพิธภัณฑ์เมืองเก่าต้องแต่งกายสุภาพ เช่น ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ต ผู้หญิงห้ามสวมเสื้อไม่มีแขนและกระโปรงสั้นเหนือเข่า



 4. สุสานโฮจิมินห์ (Ho Chi Minh's Mausoleum)
          สุสานบรรจุศพแห่งนี้ตั้งอยู่ที่เมืองฮานอย ภายในอนุสาวรีย์มีโลงแก้วบรรจุร่างของ โฮจิมินห์ หรืออดีตนายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม แต่คนเวียดนามมักเรียกกันว่า "ลุงโฮ" ส่วนรูปแบบสถาปัตยกรรมนั้นยึดโมเดลมาจากอนุสาวรีย์บรรจุศพของ วลาดีมีร์ เลนิน ในประเทศรัสเซีย เปิดให้สาธารณชนเข้าชมครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1975 และในทุก ๆ ปีร่างของลุงโฮจะถูกส่งไปตรวจสอบความสมบูรณ์ที่รัสเซีย

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ที่จตุรัสบาดิงห์ (Ba Dinh Square) เปิดทำการวันอังคาร-พฤหัสบดี และวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-11.00 น. สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาเยี่ยมชมต้องสวมเครื่องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย (ห้ามสวมเสื้อแขนกุด กระโปรงสั้นเหนือเข่า กางเกงขาสั้น)



 5. อุโมงค์กู๋จี (Cu Chi Tunnels)

          อุโมงค์แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม ใช้เป็นที่หลบภัยจากระเบิด ที่สำหรับประชุมของกองกำลังเวียดกงในสมัยที่รบกับสหรัฐอเมริกา อุโมงค์ถูกสร้างขึ้นให้มีหลายชั้นและแต่ละชั้นจะมีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพ เพื่อความอยู่รอดของทหาร ภายในอุโมงค์ประกอบไปด้วยโรงพยาบาล ห้องประชุม และห้องพัก สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจะได้รับชมหนังสั้นที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนามก่อน เพื่อจะได้เข้าใจความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ได้ง่ายขึ้น นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างล้นหลาม

         ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองโฮจิมินห์ 70 กิโลเมตร และเปิดให้บริการตลอดทั้งปี



 6. ปราสาทหมีเซิน (My Son Sanctuary)

         ปราสาทหมีเซินเป็นสิ่งก่อสร้างที่หลงเหลือมาจากอาณาจักรจามปาหรือช่วงศตวรรษที่ 4-15 สะท้อนให้เห็นถึงสถาปัตยกรรมของฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดในอินโดจีน ในอดีตปราสาทแห่งนี้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับบูชาพระศิวะ นอกจากตัวปราสาทแล้วยังมีรูปปั้น วัด และถูกห้อมล้อมไปด้วยป่าดงดิบ ในสมัยก่อนมีสิ่งก่อสร้างโบราณกว่า 70 หลัง แต่ในช่วงสงครามเวียดนามโบราณสถานฮินดูนี้ถูกระเบิดตกใส่ไปหลายแห่ง จนปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 22 หลังเท่านั้น และที่สำคัญได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

         ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ในชุมชน  Duy Tan จังหวัดกว๋างนาม (Quang Nam) หรืออยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองดานัง 70 กิโลเมตร และห่างจากเมืองฮานอย 40 กิโลเมตร และเปิดทำการตลอดทั้งปี สำหรับเวลาที่เหมาะสมในการมาเยี่ยมชม คือ ช่วงเช้า เพราะอากาศกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป



 7. พระราชวังเว้ (Complex of Hue Monuments)

          เป็นพระราชวังของราชวงศ์เหงียน (Nguyen Dynasty) ซึ่งยังคงหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน ภายในประกอบด้วย พระราชวัง สุสานของกษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ เจดีย์ วัดวาอาราม ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ สร้างขึ้นเมื่อประมาณศตวรรษที่ 19 แต่สำหรับสิ่งก่อสร้างที่สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก คือ ประตูทางเข้าพระราชวัง (Ngo Mon Gate) ซึ่งเป็นทางเดินเข้าสำหรับกษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ และสุสานพระเจ้ามิงห์หมาง (The Tomb of Emperor Minh Mang) ซึ่งนอกจากจะเป็นพระราชวังที่ก่อสร้างขึ้นด้วยสถาปัตยกรรมที่สวยงามแล้ว ยังมีทิวทัศน์ที่งดงามไม่แพ้กัน จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเวียดนาม เปิดให้บริการตลอดทั้งปี แต่นักท่องเที่ยวควรหลีกเลี่ยงการมาในช่วงฤดูฝนหรือช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม



 8. พิพิธภัณฑ์สงคราม (War Remnants Museum)

          เปิดให้บริการครั้งแรกในปี ค.ศ. 1975 โดยใช้ชื่อว่า Museum of American War Crimes เป็นสถานที่จัดแสดงนิทรรศการเพื่อรำลึกถึงความเจ็บปวด ความเศร้าโศก เมื่อครั้งสงครามเวียดนาม ภายในมีการจัดแสดงเฮลิคอปเตอร์ ขีปนาวุธ รถถัง เครื่องบินจู่โจม ฯลฯ ซึ่งอาวุธเหล่านั้นเป็นอาวุธที่ทหารอเมริกันใช้โจมตีเวียดนาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดในพิพิธภัณฑ์ คือ กรงเสือ ที่นำมาใช้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมืองถึง 14 คน รวมถึงเครื่องประหารชีวิตนักโทษการเมืองก็เป็นที่พูดถึงไม่แพ้กัน นับได้ว่าเป็นสถานที่ที่สามารถบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดลึก ๆ ในหัวใจของชาวเวียดนามได้เป็นอย่างดี

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ในเมืองโฮจิมินห์ เปิดทำการทุกวันตั้งแต่ 07.30-12.00 น. และ 13.00-17.00 น.  



 9. อุทยานแห่งชาติ Phong Nha-Ke Bang
          อุทยานแห่งชาติ Phong Nha-Ke Bang นั้นมีความโดดเด่นทางธรรมชาติและธรณีวิทยา เพราะมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยยุคน้ำแข็ง หรือประมาณ 464 ล้านปีที่แล้ว และได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย ปัจจุบันมีภูมิประเทศเป็นแบบหินปูนที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ในอุทยานฯ ยังเป็นที่ตั้งของถ้ำขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีถ้ำมากกว่า 300 ถ้ำ และปกคลุมไปด้วยป่าไม้เขตร้อน ที่เรียกได้ว่ามีความสมบูรณ์ทางระบบนิเวศมากที่สุดในแถบอินโด-แปซิฟิกด้วย นอกจากนี้ ยังปรากฏลักษณะทางภูมิประเทศที่สำคัญซึ่งไม่ค่อยพบเห็นได้ที่อื่น เช่น ลำธารใต้ดิน ถ้ำที่มีหินย้อยลงมาจากเพดาน ฯลฯ อีกทั้งยังมีพันธุ์สัตว์ที่กำลังจะสาบสูญไปจากโลกนี้ เช่น หมีดำ เสือ และช้าง ส่วนกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวประกอบด้วย เดินชมความงามภายในถ้ำ ปืนเขา เดินป่า เป็นต้น

          ข้อมูลเพิ่มเติม : ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงฮานอยลงไป 500 เมตร และเปิดให้บริการตลอดทั้งปี



 10. ภูเขาทรายสองสีที่หมุยแหน (The Sand Dunes of Mui Ne)

          นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังที่แห่งนี้รับรองได้เลยว่าจะได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่ใกล้เคียงกับทะเลทราย เพราะภูเขาทรายที่หมุยแหนหรือที่หลายคนคุ้นเคยกับสำเนียง "มุยเน่" นั้น มีขนาดใหญ่และอยู่ติดกับชายทะเล จึงมีแดดและลมที่แรงมากทีเดียว ที่นี่มีเนินทรายอยู่ 2 แห่ง คือ ภูเขาทรายขาวและภูเขาทรายแดง ซึ่งภูเขาทรายขาวนั้นมีอีกชื่อเรียกหนึ่งว่า Bau Trang และมีร้านอาหารขนาดเล็กเปิดบริการสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย สำหรับภูเขาทรายแดงแม้ว่าจะมีขนาดเล็กกว่า แต่เป็นที่นิยมมากกว่าในสายตาของช่างภาพ เนื่องจากสีทรายมีสีแดงเข้ม ถ่ายรูปออกมาแล้วสีสวยกว่าที่ภูเขาทรายขาว ส่วนกิจกรรมยอดฮิต คือ การเล่นกระดานเลื่อนบนเนินทรายสูงลงมาด้านล่าง ซึ่งอุปกรณ์สำหรับเล่นนั้นสามารถหาเช่าได้จากร้านที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ภูเขาทราย

           ข้อมูลเพิ่มเติม :
 เปิดให้บริการตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการมาเที่ยว คือ ช่วงเช้าหรือไม่ก็ช่วงเย็น เพราะตอนกลางวันถึงช่วงบ่ายนั้นอากาศและแดดแรงมาก



   เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวเด็ด ๆ โดน ๆ ในประเทศเวียดนาม มีทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและประวัติศาสตร์ เรียกได้ว่ามาเวียดนามทั้งทีได้ตระเวนท่องเที่ยวอย่างครบรสแน่นอน ส่วนระยะทางก็ใกล้นิดเดียว รวมถึงค่าครองชีพก็ไม่แพงอีกด้วยค่ะ


ข้อควรระวัง เที่ยวเวียดนาม

เวียดนาม เป็นอีกหนี่งประเทศที่ได้รับความนิยมจากคนไทยให้เข้ามาเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากภายในประเทศเวียดนามมีความสวยงามทางธรรมชาติ และสถานที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อยู่มากมาย ย่อมมีอะไรที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาค้นหาอยู่เสมอ แต่ทว่า ข้อควรระวังในการ เที่ยวเวียดนาม ดังต่อไปนี้ ที่นักท่องเที่ยวทั่วไป รวมถึงคนไทย ก็ต้องระวังเป็นพิเศษในการเที่ยวที่เวียดนาม มีอะไรบ้าง ลองติดตามกันครับ

1.รถแท็กซี่ที่เวียดนามขี้งก


กรณีนี้ อาจเคยเห็นแท็กซี่ในไทย ชอบโกงค่าโดยสาร คือ เหลือตังทอนเป็นเศษ พี่แกก็หุบเงินเหมือนเต็มราคาไว้เสียอย่างงั้น ที่เวียดนามก็เช่นกัน ถ้าเราใช้บริการแท็กซี่ไปถึงที่หมายแล้ว คนขับก็จะทอนเงินไม่ครบ อ้างว่าไม่มีเงินย่อยไว้ทอน จนนักท่องเที่ยวต้องยอมลุกออกจากรถ คนขับได้ตังค์สบายเฉิบ วิธีแก้คือ ตื้อเอาเงินทอนจากคนขับให้ได้ โดยนั่งรออยู่ในรถนั้นแหล่ะ แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้ให้ทิปกับเค้านะ เดี่ยวคนขับก็ใจอ่อน รำคาญเราไปเอง กรณีนี้ใช้ได้กับ แท็กซี่บางคันในเวียดนามนะ ถ้าเจอคนขับขี้งกแถมพูดไม่รู้เรื่องอีก ต้องทำใจอย่างเดียว

2.แท็กซี่ บริษัท MaiLinh วางใจ ไม่โกงเงิน ประมาณ 70%


ผู้ใช้บริการแท็กซี่ ในเมืองไทยของหลายๆ คน ต้องพบเจอมาอย่างแน่นอน นั่นคือ แท็กซี่พาวนอ้อม ไม่รู้เมื่อไรจะถึงที่หมาย ทั้งที่ความเป็นจริง ก็แค่อีกฝากซอยถนนหนทางแค่นั้นเอง ขับวนเหมือนระยะไกลประมาณกรุงเทพ-ชลบุรี กลเจ้าเล่ห์ทำเป็นอินโนเซ้นท์ของคนขับ ที่เวียดนามก็ไม่ใช่เล่นเช่นกัน แท็กซี่หลายเจ้าของเวียดนามก็ทำเช่นนี้ ไม่เชื่อไปทำคนเวียดนามเองยังโดนเลย นักท่องเที่ยวทั่วไป ก็คงจะไม่รอดกลอุบายนี้อย่างแน่นอน จึงมีการพยายามจัดมาตราฐานแท็กซี่เวียดนาม ที่ซื่อตรง ไม่คดโกงเงินลูกค้า จึงพบว่า แท็กซี่ของบริษัท MaiLinh (อ่านว่า ม่ายหลิง) มีมาตราฐานดีที่สุด โอกาสโดนโกงมิเตอร์น้อยที่สุด เวลาจะไปไหนมาไหนที่เวียดนาม ลองใช้บริการแท็กซี่ ม่ายหลิง เป็นทางเลือกแรกดูนะ

3.ชื้อของ ที่ติดป้ายชัดเจน กันโดนโกงราคา


กรณีในไทย อาจจะใช้กับลูกค้าชาวไทยไม่ได้ผล แต่ถ้าเราไปเวียดนามมีสิทธิ์โดนหลอกได้เช่นกัน ทั้งที่ชื้อของชิ้นเดียวกัน ประเภทเดียวกัน แถมในร้านเดียวกันอีกด้วย คนขายยังระบุราคาไม่เท่ากันเลย ขนาดคนเวียดนามที่มาจากต่างพื้นที่ ยังโดนหลอกเช่นกัน ดังนั้น พยายามชื้อสินค้าที่ติดป้ายราคาชัดเจน แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้พยายามต่อรองราคาลงมาให้มากที่สุด เชื่อว่านักช้อปชาวไทย ไม่เป็นรองในเรื่องนี้

4.แลกเงินกับร้านขายเพชร ทอง ที่เวียดนาม ให้ราคาดีกว่าแลกธนาคาร แต่ทว่าผิดกฏหมาย!


อย่างที่หลายๆ คนพอจะทราบว่า การแลกเงินตราประเทศนั้นๆ กับธนาคาร มักจะได้ราคาเงินตราตามความผันผวนของเศรษฐกิจ แต่นักท่องเที่ยวที่ไปเวียดนาม ก็ยังคงนิยมแลกเงินกับร้านเพชร ทอง ซึ่งให้ราคาดีกว่าแลกกับธนาคาร แถมแลกได้หลายสกุลเงินอีกด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การแลกเงินเถื่อนเช่นนี้ เป็นสิ่งผิดกฏหมาย แถมมีสิทธิ์โดนแบงค์ปลอมมาอีกต่างหาก แลกกับธนาคารถูกหน่อย แต่ปลอดภัยใช้จ่ายอย่างสบายใจ

5. รับประทานอาหารที่นี่ ไม่มีน้ำฟรี บริการให้นะ


ต่างจากบ้านเราที่ร้านอาหารทั่วไป ไม่ว่าจะข้างทาง ตรอกซอย หน้าหมู่บ้าน ส่วนใหญ่บริการน้ำดื่มฟรีให้กับลูกค้า แต่ที่เวียดนาม เมื่อนักท่องเที่ยวกินอิ่มเสร็จ แล้วไม่สั่งน้ำ เค้าก็ไม่เสิร์ฟมาให้ เพราะคนที่นี่ ส่วนใหญ่นิยมดื่มน้ำชามากกว่า หากสั่งน้ำเปล่า ทางร้านเค้าจะเอาน้ำเปล่าขายเป็นขวดมาให้ ราคาน้ำดื่มก็แล้วแต่ทางร้านจะขายอีกเช่นกัน

6.ระวังกระเป๋าเงินท่าน ไว้ให้ดี!


ทุกที่ย่อมมีโจรล้วงกระเป๋า เวียดนามก็เป็นอีกหนึ่งที่ในโลก ที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องมือไว ล้วงทรัพย์สินนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในย่านชุมชน ที่มีคนพลุกพล่าน ยิ่งเป็นจุดลงมือของมิจฉาชีพโดยสะดวก สิ่งที่เตือนนักท่องเที่ยวได้คือ พยายามเก็บของมีค่า ไว้ในตู้เซฟของโรงแรม หรือถ้าจำเป็นต้องออกมาด้วย ก็ควรเก็บไว้กับตัวด้านหน้าอย่างมิดชิด และสังเกตพฤติกรรมของผู้คนรอบข้างอยู่เสมอ โดยเฉพาะพวกที่เนียนมาใกล้ตัวเรา..

7.ระวัง… มอเตอร์ไซค์


ที่เมืองฮานอย ที่นี่ไม่ใช่เป็นแค่เมืองหลวงของประเทศเท่านั้น ยังเป็นเมืองหลวงแห่งมอเตอร์ไซค์อีกด้วย เราจะได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ทั้งวัน ได้ยินเสียงกดแตรลั่นสนั่นกันทุกๆ สี่แยก เพราะมอเตอร์ไซค์ที่นี่เยอะมากๆ เวลาข้ามถนนหนทางในเมืองต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ทุกเส้นทางในฮานอย หรือที่เมืองอื่นๆ มีไว้ให้คนหลบรถ ไม่ใช่รถหลบคนอย่างแน่นอน

8.เห็นพฤติกรรมแปลกของชาวเวียดนาม ห้ามเข้าไปถ่ายรูปเด็ดขาด!


บ่อยครั้งที่ไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเห็นผู้คนที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแปลกตา ไม่เคยเห็น ทำให้นักท่องเที่ยวเหล่านี้ ไม่พ้นที่จะถ่ายภาพ เก็บรูปไว้เป็นที่ระลึก แต่ช้าก่อน! ที่เวียดนาม ถ้าคุณได้เห็นพฤติกรรมประหลาดอาทิ ที่เมืองเดี่ยนเบียนฝู ได้เห็นชาวประมงกำลังนั่งตกปลาอยู่บนชายหาด ทั้งที่จริงแล้วห่างจากทะเลหลายเมตร นี่อาจจะเป็นพฤติกรรมที่ดูชวนตลก และน่าเก็บภาพ ไปลงเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม แชร์อวดเพื่อน แต่ความจริงแล้ว คุณกำลังจะเสียตังค์ฟรีๆ แบบไม่รู้ตัว เพราะชาวประมงที่ว่านี่ จะเดินมาหาคุณ พร้อมตะโกนเรียกเก็บเงิน ไม่ฐานะที่เค้าเป็นนายแบบให้คุณมาถ่ายรูปนั่นเอง!























ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น